มิก้า ลอนน์สตรอม : กุนซือจอมแฟชั่น ผู้หันหน้าเข้าสู่ทางธรรม

Share on Facebook407Tweet about this on TwitterShare on Google+0Email this to someone
mika

ช่วงประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมา มีกุนซือต่างชาติหลายคนต่างหลั่งไหลเข้ามาอวดกึ๋นบนเวทีไทยลีกกัน บ้างเข้ามาแค่ไม่นานแล้วก็จากไป โดยที่แทบไม่ได้ทิ้งร่องรอยความทรงจำอะไรไว้

แต่เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยคงไม่ลืมกุนซือชาวฟินแลนด์ ที่ชื่อ มิก้า ลอนน์สตรอม ที่มาพร้อมกับแคแรคเตอร์ ที่โดดเด่น นั้นคือการสวมชุดสูทสีสันบาดตาทั้ง แดง และ ม่วง พร้อมกับกางเกงขาสั้นลงคุมทีม ด้วยมาดไอ้หนุ่มผมยาว แต่ก่อนหน้านี้ไม่นานมีข่าวที่ทำให้แฟนบอลหลายคนประหลาดใจ เพราะว่า ผู้จัดการทีมวัย 42 ปีรายนี้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ด้วยการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในพุทธศาสนา วัดเขาใหญ่ญาณสัมปันโน ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

“ก่อนหน้านี้ผมนับถือศาสนาคริสต์ แต่ผมเริ่มที่จะสนใจในพระพุทธศาสนาตอนที่ผมเริ่มรับงานคุมทีมที่ไทยกับ ร้อยเอ็ด ยูไนเต็ด เมื่อปี 2012” มิก้า ที่ปัจจุบันเพิ่งจะรับงานคุมทีม เอสทีเค ซาโมริน ทีมในดิวิชั่น 2 ของสโลวักเกีย ซึ่งเป็นทีมที่มีเจ้าของเดียวกับ ฟลูมิเนนเซ่ ทีมดังในลีกบราซิลกล่าวเริ่มกับ Football Channel Thailand

ในช่วงเวลานั้นที่เฮดโค้ชมาดหนุ่มผมยาวที่เคยถูกสื่อไทยรวมไปถึงแฟนบอลขนานนามว่าเป็นเด็กแนวคนหนึ่งของวงการ ด้วยสไตล์การแต่งตัวที่ไม่มีใครเหมือน ทั้งชุดสูทที่มีตั้งแต่ ม่วง ไปจนถึงแดง กับกางเกงขาสั้น ที่เจ้าตัวเคยบอกว่าเป็นการประยุกต์เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศที่ประเทศไทย แต่แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันมาสนใจเข้าวัด และมุ่งหน้าเข้าสู่หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ดูจะขัดกับบุคลิกภายนอกของเขา

“เพื่อนชาวไทยเป็นคนที่แนะนำผม ผมก็สนใจนะ เพราะรู้สึกว่าเป็นการนำทางชีวิตที่ดี เราจะทำอย่างไรให้เราอยู่ในชีวิตที่ดี และเป็นคนดี ผมเห็นภาพไทยบางคนนับถือศีล 5 ไปจนถึง ศีล 8 ผมเคารพถึงทัศนตคิในการดำเนินชีวิตแบบวิถีพุทธอย่างมาก และเริ่มที่จะศึกษาด้วยตัวเองมากขึ้น”

ถึงแม้ว่าจะมีภาระงานมากมายที่ต้องรับผิดชอบ เพราะมิก้าเคยจะต้องมาช่วย อดุลย์ รุ่งเรืองดูแลทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 16 ปี และหลังตากนั้นยังต้องย้ายจาก ร้อยเอ็ด ยูไนเต็ด  มาคุมทีม เพื่อนตำรวจ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสนใจในศาสนาพุทธของเขาน้อยลงไปเลย

“ผมยังคงเข้าวัดอยู่เสมอๆ ผมเคยไปวัดที่เบอร์ลิน (เยอรมัน) และที่ สตุ๊ตการ์ท ที่ที่ผมอยู่ด้วย”

ไม่ใช่แค่ความสุขสงบจากทางกายและใจคือสิ่งที่พระพุทธศาสนาได้ให้แก่ เฮดโค้ชรายนี้ แต่มันยังสามารถนำมาต่อยอดพัฒนาในงานส่วนที่เขารับผิดชอบได้ นั่นคือการนำมาประยุกต์ใช้กับทีมฟุตบอล

“สำหรับผมการทำสมาธิ และ สติ คือสิ่งที่สำคัญ การฝึกฝนสิ่งนี้อย่างเข้มข้นจะส่วนให้คุณมีชีวิตที่ดีและมีความสุข”

“ผมเริ่มเมื่อซักประมาณ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมากับ นิว เรเดียนท์ เอสซี (ทีมในลีกมัลดีฟส์) และพาพวกเขาเป็นแชมป์ลีก และผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลเอเอฟซีคัพ นี่คือทีมแรกที่ผมนำการทำสมาธิเข้ามาใช้ในการฝึกซ้อมด้วย แม้ว่าพวกเขาทั้งทีมจะเป็นมุสลิม (ศาสนาอิสลามคือศาสนาประจำชาติของมัลดีฟส์) แต่การทำสมาธิไม่ได้ขัดกับหลักศาสนา และมันเป็นสิ่งที่ดีกับนักกีฬา อย่างเช่นทีม ชิคาโก้ บูลส์ ในยุคทองที่มีไมเคิล จอร์แดน ก็ใช้หลักการฝึกสมาธิจากพุทธศาสนาเข้ามาด้วย”

“นี่คือสิ่งที่ผมนำติดตัวไปด้วย และผมใช้เพื่อพัฒนานักเตะและใช้ความรู้แก่โค้ชคนอื่น”

แน่นอนว่าการฝึกซ้อมย่อมคาดหวังที่จะทำให้นักกีฬาลบจุดผิดพลาดของตัวเอง ด้วยการเพิ่มพูนทักษะทางด้านร่างกาย แต่เมื่อพัฒนาจิตใจควบคู่ไปด้วย

“ผมรู้สึกว่าการทำสมาธิในการซ้อมและแข่งทำให้ลูกทีมของผมมีสมาธิมากขึ้น และสงบมากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือนักเตะจะต้องมีสมาธิกับเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างร้อยเปอร์เซ็นเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หากสมาธิลดลงมาเหลือแค่ 95 เปอร์เซ็นผลก็แตกต่างออกไปแล้ว”

“เพราะฉะนั้นการทำสมาธินั้นคือหัวใจสำคัญของผมและนักเตะ” อดีตกุนซือสระบุรี เอฟซี กล่าวทิ้งท้าย

แม้ว่าตอนนี้ เขาจะโยกไปคุมทีมในยุโรปกับ เอสทีเค ซาโมริน ทีมในดิวิชั่น 2 ของสโลวักเกีย แต่เขายังยืนยันว่าจะนำหลักและคำสอนรวมไปถึงการทำสมาธิไปปฏิบัติ และยังไม่ปิดอนาคตที่จะกลับมารับงานในไทย ที่ที่ทำให้เขาได้ซึ้งถึงรสพระธรรมเป็นครั้งแรก

comments


Fatal error: Allowed memory size of 209715200 bytes exhausted (tried to allocate 3033464 bytes) in /home/fcasia/footballchannelasia.com/public_html/wp-includes/functions.php on line 443