เจาะตลาดแดนมังกร : เมื่อกลุ่มทุนจีนอาจไม่ใช่แค่สึนามิข้ามคืน

Share on Facebook0Tweet about this on TwitterShare on Google+0Email this to someone
china league

กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ได้พาชื่อของพวกเขาไปอยู่บนพาดหัวของสำนักข่าวทั่วทั้งเอเชียเมื่อสามารถคว้าแชมป์ เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ได้ถึงสองครั้งในรอบสามปี ซึ่งการประกาศศักดาเป็นเต้ยของวงการฟุตบอลเอเชียของพวกเขานั้นมาจากการเสริมทีมอย่างหนักหน่วงในรอบห้าปีที่ผ่านมา

การทุ่มงบเสริมทัพของกวางโจวนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อในอดีตนักเตะระดับโลกอย่าง นิโคลาส อเนลก้า หรือ ดิดิเยร์ ดรอกบา เองนั้นก็เคยมาค้าแข้งในช่วงบั้นปลายชีวิตการแข่งขันในแดนมังกรมาแล้ว หากแต่วันนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ไชนีส ซูเปอร์ ลีก นั้นไม่ใช่เป้าหมายสำหรับแข้งวัยเก๋าอีกต่อไป

การย้ายสโมสรอย่างช็อคโลกของ รามิเรส มิดฟิลด์ห้องเครื่องบราซิลเลี่ยนวัย 28 ปี ด้วยค่าตัว 33 ล้านยูโร (ราว 1250 ล้านบาท) จากเชลซี แชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษปีล่าสุด สู่เจียงซู ซู่หนิง ในไชนีส ซูเปอร์ ลีก และรายล่าสุดอย่าง แจ็คสัน มาร์ตินเนซ ที่โดดมาร่วมทัพกวางโจว เอวอร์แกรนด์ ด้วยค่าตัวสะท้านวงการที่สูงถึง 42 ล้านยูโร (1,600 ล้านบาท)  นั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของกำลังซื้อของลีกแห่งแดนมังกร และเป็นหลักฐานว่าฟุตบอลจากแดนตะวันออกไกลนั้นไม่ได้เป็นแหล่งเงินของนักเตะที่เข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิตค้าแข้งอีกต่อไป

นักเตะแซมบ้านับเป็นสินค้ายอดนิยมของของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร เราได้เห็นการทุ่มทุนแข่งกับสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปเพื่อให้ได้มาซึ่งลายเซ็นของดาวเตะแซมบ้ามากมาย นักเตะมีชื่ออย่าง เรนาโต ออกุสโต้ เพลย์เมคเกอร์จากโครินเธียนส์ เจ้าของหมวกทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ 5 ครั้ง หรือ กิล เซนเตอร์แบ๊ควัย 28 ทีมชาติบราซิลยุคปัจจุบันซึ่งถูก ชานตง ลู่เหนิง คว้าตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโร (380 ล้านบาท) เองก็ถูกจับตามองโดยแมวมองจากสโมสรชั้นนำจากยุโรปเช่นเดียวกันก่อนที่จะตัดสินใจมาค้าแข้งยังจีนแผ่นดินใหญ่

Photo credit : Getty Images

Photo credit : Getty Images

อย่างไรก็ดี การเข้ามาของแข้งต่างชาตินั้นแม้จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับลีกอย่างก้าวกระโดด แต่นั่นกลับสวนทางกับการพัฒนาของนักเตะท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยครั้งสุดท้ายที่รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของลีกเป็นนักเตะชาวจีนนั้นต้องย้อนกลับไปถึงปี 2007 เมื่อ ตู่ เจิ่นยู่ มิดฟิลด์จากชางชุน ยาไตคว้ารางวัลดังกล่าวไปครอง ในขณะที่รางวัลดาวซัลโวสูงสดของลีกนั้น ครั้งสุดท้ายที่เจ้าของรางวัลเป็นนักเตะชาวจีนนั้นก็เป็นปีเดียวกัน โดยเป็น ลี จินยู ดาวยิงชานตง ลู่เหนิง คว้าไปครองได้ด้วยจำนวน 15 ประตู และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีนักเตะจีนคนใดอีกที่สามารถสอดแทรกดาวเตะต่างชาติขึ้นมาคว้ารางวัลทั้งสองได้อีกเลย

คำถามที่สำคัญของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของลีกที่พยายามจะดันตัวเองขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียคือ ปัจจัยอะไรที่ทำให้ฟุตบอลลีกของประเทศที่มี ปิงปอง และแบดมินตัน เป็นกีฬาอันดับหนึ่ง นั้นสามารถดึงดูดนักเตะระดับโลกเข้ามาได้ในระยะเวลาอันสั้น คำตอบที่ง่ายที่สุดของคำถามนี้ก็คือ การมีแหล่งเงินทุนสนับสนุนชั้นยอด และนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาของรัฐเอง

ในฤดูกาล 2015 ที่ผ่านมา การประมูลซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดของ ไชนีส ซูเปอร์ ลีก นั้นเป็นไปอย่างดุเดือด ซึ่งการประมูลจบลงที่มูลค่าสูงถึง 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (46,000 ล้านบาท) ซึ่งเทียบเท่ากับค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดของ เอ็นบีเอ ทีเดียว โดยเป็นบริษัท ไชน่า มีเดีย แคปิตอล ซึ่งคว้าสิทธิ์นี้ไป หลังจากเอาประมูลชนะ ซีซีทีวี สื่อยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของชาติไปครองได้ ซึ่งรัฐบาลจีนเองนั้นก็มองเห็นศักยภาพในการพัฒนาของอุตสาหกรรมกีฬาในประเทศ และมีแผนการที่จะเพิ่มมูลค่าการตลาดของอุตสาหกรรมกีฬาในประเทศจีนให้เท่ากับ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือเทียบเท่ากับมูลค่าประมาณ 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2025

Photo Credit : Getty Images

Photo Credit : Getty Images

อีกหนึ่งแหล่งเงินทุนหลักของสโมสรก็คือการที่บริษัทหัวแถวของประเทศนั้นมองเห็นศักยภาพในการทำกำไรในวงการฟุตบอลอาชีพและเริ่มพากันกระโดดลงมาแบ่งเค้กก้อนโตชิ้นนี้ สโมสรฟุตบอล กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ นั้นเดิมทีเป็นเพียงสโมสรที่ไม่ได้มีเงินทุนหนาอะไร แต่แล้วเมื่อ เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศตัดสินใจเข้าเทคโอเวอร์ในปี 2010 และในปี 2014 อาลีบาบายักษ์ใหญ่แห่งวงการธุรกิจออนไลน์หัวแถวของโลกเข้ามาร่วมหุ้น สโมสรฟุตบอลจากกวางโจวก็ประกาศตัวเป็นหัวแถวของเอเชียได้อย่างเต็มปาก

แล้วเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ปเป็นใครมาจากไหน? พวกเขาเป็นกลุ่มทุนที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ระดับท๊อปไฟว์ของแดนมังกร และเป็นบริษัทมหาชนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 500 ของโลก จากการจัดอันดับของฟอร์บส์ นิตยสารด้านการเงินอันดับหนึ่งของโลกว่า ทั้งๆ ที่ธุรกิจหลักของพวกเขานั้นอยู่ในประเทศจีน มีสินทรัพย์กว่า 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เรียกได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกับบริษัท เป๊บซี่โค เจ้าพ่อน้ำอัดลมจากแดนมะกัน เลยทีเดียว  

แม้ในปัจจุบันจีนจะไม่ใช่ประเทศที่เป็นสังคมนิยมแบบดั้งเดิมที่รัฐเป็นเจ้าของระบบสาธารณูปโภคทุกอย่างโดยสิ้นเชิงอีกต่อไป แต่การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศยังตกอยู่กับบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง และด้วยจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคนบนพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร ส่งผลให้เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป ซึ่งปัจจุบันได้รับสัมปทานในการพัฒนาทั้งอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานของสังคมกินพื้นที่ราว 46 ล้านตารางเมตร ยังคงมีศักยภาพในการพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง และนั่นหมายถึงเม็ดเงินอีกจำนวนมหาศาลที่ยังคงรอให้เข้าไปเก็บเกี่ยวอย่างไม่รู้จบ

ในขณะที่ยักษ์อสังหาริมทรัพย์ถือหุ้นในสโมสรอยู่ 60% อีก 40% ของหุ้นสโมสรเป็นของ อาลีบาบา กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของโดย แจ๊ค หม่า ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ และอันดับ 18 ของโลกจากการเข้ามาจับธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตในตอนที่ตลาดอินเตอร์เน็ตของชาติกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยอาลีบาบาเองนั้นได้รับการประเมินจากฟอร์บส์ว่าพวกเขานั้นมีทรัพย์สินสูงถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงกว่า บริษัท ซัมซุง ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็คโทรนิคส์จากเกาหลีใต้เสียอีก

การมีแหล่งเงินทุนที่มั่นคงพอ สามารถล่อใจนักเตะชื่อดังที่ยังค้าแข้งอยู่ในระดับสูงได้ เมื่อพวกเขาสามารถการันตีได้ว่า พวกเขาจะยื่นข้อเสนอเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสโมสรชั้นนำในยุโรปส่วนใหญ่สามารถเสนอให้ได้ หลักฐานก็คือนักเตะอย่าง ริคาร์โด กูลาร์ต ซึ่งเป็นที่จับตาของสโมสรชั้นนำของยุโรปจับตามองอยู่เช่นกัน แต่เป็นกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ที่แซงทางโค้งคว้าลายเซ็นของเขามาครองได้อย่างหักปากกาเซียน

หรือจะเป็นดีลช๊อคโลกอย่างสดๆ ร้อนๆ เมื่อ แจ๊คสัน มาร์ติเนซ ดาวยิงสัญชาติโคลอมเบียวัย 29 ปีย้ายจากแอตเลติโก มาดริด มายังทางใต้ของแดนมังกรด้วยค่าตัวสูงถึง 42 ล้านยูโร (1,ุ600 ล้านบาท) ราคาแพงกว่าจำนวนที่เรอัล มาดริด ควักจ่ายค่าตัวลูกา โมดริช หรือคาริม เบนเซมา เสียอีก โดยดีลนี้นับเป็นการเซ็นสัญญาซื้อตัวที่มีมูลค่าสูงที่สุดในทวีปเอเชียอีกด้วย

หากยังไม่เห็นภาพชัดเจน ให้ลองมองย้อนไปว่าตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา สโมสรจากแดนใต้แห่งนี้ใช้เงินในการเซ็นสัญญานักเตะอย่าง โรบินโญ่  เอลเคสัน กูลาร์ต หรือผู้จัดการทีมที่เคยคว้าแชมป์โลกมาแล้วอย่าง หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (7,200 ล้านบาท) ซึ่งมากกว่าจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกอย่างเลสเตอร์ ซิตี้ (3,200 ล้านบาท) หรือสโมสรที่อยู่ในพรีเมียร์ลีกมายาวนานอย่าง แอสตัน วิลล่า (4,500 ล้านบาท) เกือบเท่าตัว

Photo credit : Getty Images

Photo credit : Getty Images

การที่แหล่งเงินทุนต่างๆ เริ่มหันมาลงทุนกับกีฬาฟุตบอลส่งผลต่อสังคมอย่างเป็นวงกว้าง ในอดีต พ่อแม่ชาวจีนนั้นมักต้องการให้ลูกๆ ของพวกเขานั้นทำงานให้กับรัฐบาลเนื่องจากมีสวัสดิการและผลตอบแทนที่สูง แต่เมื่อกีฬาฟุตบอลเริ่มเป็นที่นิยม รัฐจึงส่งเสริมให้มีการพัฒนามาตรฐานกีฬาให้กับประเทศ ผลตอบแทนที่นักฟุตบอลอาชีพได้รับก็สูงขึ้น ผู้ปกครองจึงเริ่มมีมุมมองต่อนักกีฬาอาชีพใหม่ การพัฒนาระบบเยาวชนจึงเริ่มเดินหน้าไปโดยได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวของเยาวชนเอง นอกจากนี้ การเข้าไปซื้อหุ้นในสโมสรหัวแถวของยุโรปของภาคเอกชนจีน และเริ่มมีการสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลโดยใช้มาตรฐานยุโรปในประเทศจีน ยังส่งผลให้ระบบการพัฒนาเยาวชนของจีนนั้นเป็นสากลมากขึ้น

อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาวงการฟุตบอลอาชีพของจีนคือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของความนิยมกีฬาลูกหนังในประเทศ ด้วยจำนวนประชากรที่มีมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ส่งให้ฐานแฟนบอลของพวกเขานั้นขยายตัวขึ้นอย่างง่ายดาย เห็นได้จากจำนวนผู้เข้าชมเฉลี่ยของฤดูกาลที่ผ่านมานั้นสูงถึง 22,000 คนต่อเกม ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับลีกชั้นนำของยุโรปอย่างฝรั่งเศส หรืออิตาลีเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับสโมสรอันดับหนึ่งอย่างกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ที่มียอดผู้ชมเฉลี่ยสูงถึง 45,000 คน นับเป็นตัวเลขที่เทียบเท่ากับสโมสรลิเวอร์พูล หนึ่งในสโมสรที่มีฐานแฟนบอลใหญ่ที่สุดในโลก

ศาสตราจารย์ ไซมอน แชดวิค อาจารย์จากคณะบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยโคเวนทรี ในสหราชอาณาจักร เคยให้ความเห็นไว้กับ บีบีซี เกี่ยวกับการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และโมเดลการพัฒนาฟุตบอลอาชีพของประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างจีนไว้ว่า

“ประเทศนี้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำ พวกเขามีทั้งแหล่งทรัพยากรที่ใหญ่โต และการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ เห็นได้จากการที่ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ สามารถคว้าแชมป์สโมสรระดับทวีปได้ถึงสองครั้งในรอบสามปี พวกเขาสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาในความเร็วที่หากเป็นชาติอื่นอาจต้องใช้เวลากว่า 150 ปีได้เพียงในระยะเวลาเพียงสิบปี ผมเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถคว้าแชมป์โลกมาครองได้อย่างแน่นอนในอนาคต”

โทนี่ ราลลิส เอเย่นต์ฟุตบอลสัญชาติออสซี่ ผู้ซึ่งคร่ำหวอดในการซื้อขายนักเตะซอกเกอร์รูส์มาอย่างยาวนาน ให้สัมภาษณ์กับสำนักพิมพ์เซาธ์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผมเองเคยเซ็นสัญญาพานักเตะในสังกัดไปยังสโมสรในพรีเมียร์ลีก หรือสู่ชาติอาหรับมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ปัจจุบันระดับกำลังซื้อจีนนั้นกำลังจะขึ้นไปเทียบเคียงกับพวกเขา (พรีเมียร์ลีกและกลุ่มชาติอาหรับ)

“ผมบอกกับคุณไว้เลยว่า ไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่ชาวจีนสนใจอะไรซักอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นนักฟุตบอล หรือแม้กระทั่งไร่องุ่นในออสเตรเลีย พวกเขาจะต้องแน่ใจว่าสิ่งที่เขาได้รับ จะต้องเป็นสินค้าที่ดีที่สุด”

คงเป็นเรื่องขบขัน หากมีใครซักคนพูดกับเราเมื่อทศวรรษก่อนว่า อีกสิบปีข้างหน้า เราจะได้เห็นสโมสรจากจีนขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการฟุตบอลเอเชียแทนที่สโมสรจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือเหล่าสโมสรที่สนับสนุนโดยกลุ่มเศรษฐีน้ำมันชาติอาหรับได้ แต่วันนี้พวกเขาก็พิสูจน์แล้วว่า การทุ่มสุดตัวทำอะไรซักอย่างนั้น ผลลัพท์จะปรากฎออกมาให้เห็นเร็วกว่าที่คิด ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เวทีเอเชียอาจไม่ใช่สนามแข่งที่พวกเขาจะคู่ควรอีกต่อไป มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบเรา

comments