ชิมิสุ เอสพัลส์ – สิ้นสุด 23 ปี บนลีกสูงสุด

Share on Facebook0Tweet about this on TwitterShare on Google+0Email this to someone
Shimizu S-Pulse

หลังแบกความภาคภูมิใจด้วยการเป็น 1 ใน 10 สโมสรยุคบุกเบิกที่ร่วมกันก่อตั้งลีกฟุตบอลอาชีพญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า เจลีก ขึ้นในปี 1993 แถมสร้างสถิติลงเล่นในลีกสูงสุดมาอย่างต่อเนื่องทุกฤดูกาลยาวนานถึง 23 ปีเต็ม เหนืออริร่วมเมืองอย่าง จูบิโล อิวาตะ ที่ต้องกระเด็นตกชั้นไปเมื่อสองซีซั่นก่อน

มาวันนี้ ชิมิสุ เอสพัลส์ ก็ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวในเกมที่พ่ายแพ้ต่อ เวกัลตะ เซนได 0-1 ที่สนาม นิฮอนไดระ สปอร์ตส สังเวียนเหย้าของตัวเอง ในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้เล่นทุกคนในทีมทรุดลงกับพื้นหญ้าพร้อมทั้งร่ำไห้อย่างหนัก นั่นคือจุดสิ้นสุดสถิติอันยาวนาน 23 ปี ที่ตะลุยแข้งอยู่ในลีกสูงสุดลงทันที เมื่อทีมจากเมืองชิซุโอกะจะต้องตกชั้นไปเล่นในลีกเจทู เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ในห้องแถลงข่าวหลังเกม คาซูอากิ ทาซากะ เทรนเนอร์ของทีมถึงกับพูดอะไรไม่ออก ก่อนจะกล่าวคำพูดที่สื่อทุกอย่างได้เป็นอย่างดี “ผมไม่สามารถหาคำแก้ตัวใดๆมาเอ่ยได้ เราต้องยอมรับความจริงที่ว่าเราไม่ดีพอที่จะลงเล่นในลีกสูงสุดฤดูกาลหน้า” กุนซือหัวหลอดไฟกล่าวด้วยสีหน้าที่เศร้าโศก

Shimizu S-Pulse

แน่นอนหากย้อนไปก่อนหน้านี้คงไม่มีใครเชื่อว่าทีมอย่าง ชิมิสุ เอสพัลส์ จะมีสภาพอย่างที่เป็นวันนี้ ภาพการทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยในประเทศถึง 3 ครั้ง ในรอบ 6 ปี ภายใต้การนำของ เคนตะ ฮาเซงาวะ อดีตนักเตะลูกหม้อยังติดตา แม้ท้ายสุดพวกเขาจะต้องผิดหวังทั้งสามครั้ง แต่ด้วยขุมกำลังที่มีทำให้สื่อในประเทศถึงกับยกให้เป็นทีมที่น่าจับตามองขึ้นมาทันที

จุดหักเหของสโมสรมาเกิดขึ้นในฤดูกาล 2010 เมื่อ ฮาเซงาวะ ก้าวเดินออกจากสโมสรหลังไม่ได้รับการต่อสัญญาจากทีม ส่งผลให้นักเตะแกนหลักในทีมหลายรายต่างย้ายทีมออกจากสโมสรเกือบหมด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ชินจิ โอคาซากิ ดาวยิงทีมชาติญี่ปุ่นที่ในเวลานั้นตอบรับย้ายไปค้าแข้งกับ สตุ๊ตการ์ท ในเวทีบุนเดสลีกา เยอรมัน ขณะที่เทรนเนอร์คิ้วเข้มต้องผันตัวเองไปเป็นผู้สื่อข่าวให้กับช่อง NHK

อัฟชิน กอตบี้ คือผู้จัดการทีมคนใหม่ที่ทางสโมสรเลือกเข้ามาแทนที่ แต่ด้วยการไร้ประสบการณ์ในการเข้าถึงนักเตะญี่ปุ่นและวัฒนธรรมต่างๆ ส่งผลให้ช่วงเวลา 3 ปีครึ่ง ภายใต้การคุมทีมของนายใหญ่ชาวอิหร่าน ล้มเหลวไม่เป็นท่า จนท้ายสุดเจ้าตัวก็โดนไล่ออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2014

ในเวลาไม่นานสโมสรก็ประกาศแต่งตั้ง คัตสึมิ โอเอโนกิ อดีตลูกหม้ออีกคนซึ่งรับงานคุมทีมเยาวชนมาก่อนให้ผันตัวเองมาดูแลชุดใหญ่ แม้ท้ายสุดทีมจะรอดพ้นการตกชั้นมาได้แบบลุ้นกันจนนัดสุดท้ายเมื่อมีคะแนนเหนือกว่าทีมตกชั้นเพียงแค่แต้มเดียว และนี่คือสัญญาณเตือนครั้งสุดท้าย

Shimizu S-Pulse

ทุกอย่างดูเหมือนจะไปด้วยดีเมื่อ ชิมิสุ เอสพัลส์ เปิดฉากฤดูกาล 2015 ด้วยการไล่ถล่ม “กวางเขาเหล็ก” คาชิมา อันท์เลอร์ส ไปแบบยับเยิน 3-1 แต่นั่นคือภาพลวงตาที่เกิดขึ้น เพราะตลอดช่วงระยะเวลา 3 เดือนเต็มจากนั้น ทีมเก็บชัยชนะได้แค่นัดนั้นเพียงเกมเดียว จบสเตจแรกด้วยการรั้งอันดับสุดท้ายของตารางซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เล่นเจลีกมา

คาซูอากิ ทาซากะ คือคนที่ถูกเลือกเข้ามาแก้สถานการณ์เลวร้ายครั้งนี้ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งมันดูจะสายเกินไปที่จะพาทีมกลับมาจากก้นเหวได้ทัน โดยหนึ่งในนักเตะที่เห็นต่างและออกมาวิจารณ์เรื่องนี้ก็คือ ทาคุยะ ฮอนดะ กองกลางตัวเก๋าของทีมที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ

“เรามีการเปลี่ยนผู้จัดการอีกครั้งในฤดูกาลนี้ แต่ถ้าเรามีผู้เล่นที่มีศักยภาพเพียงพอ มันก็ไม่สำคัญว่าใครจะเข้ามาเป็นคนทำทีม พวกเรายังหวาดกลัวกับเหตุการณ์ในซีซั่นก่อนและคิดว่าสถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างจากเดิมฉะนั้นเราต้องฝึกซ้อมอย่างหนักมากขึ้น”

และก็เป็นดังคาดสถิติ 23 ปี ต้องจบลง สโมสรจากชิซุโอกะ กลายเป็นทีมแรกในฤดูกาลนี้ที่ต้องหล่นชั้น แม้จะเหลือการแข่งขันในเกมลีกอีก 3 นัดก็ตาม แต่นั่นคือสามเกมสุดท้ายที่แฟนบอลจะได้ดื่มด่ำรสชาติการลงเล่นอยู่ในลีกสูงสุดก็แค่นั้น ก่อนที่จะต้องหาทางกลับคืนสู่ลีกสูงสุดให้ได้อีกครั้งในภายหน้า

การตกชั้นของ ชิมิสุ เอสพัลส์ ในครั้งนี้ทำให้ถึงตอนนี้เหลือสโมสรดั้งเดิมที่เริ่มเปิดตัวพร้อมกับการก่อตั้งเจลีกเมื่อปี 1993 เพียงแค่สามทีมเท่านั้นได้แก่ โยโกฮามา เอฟ มารินอส, คาชิมา อันท์เลอร์ส และ นาโงยา แกรมปัส ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า ทั้งสามสโมสรจะรักษาสถิติดังกล่าวไว้ได้ตลอดหรือไม่

By โรนิน12086780_10153265711053178_598057841_n

comments